IFLA 2018 Architecture อนาคตของการทำฟาร์มด้วย Ai  เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และพัฒนาระบบนิเวศที่ยั่งยืนมากขึ้น

อนาคตของการทำฟาร์มด้วย Ai  เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และพัฒนาระบบนิเวศที่ยั่งยืนมากขึ้น


 การเติบโตของประชากรโลก คาดว่าจะสูงถึง 1 หมื่นล้านคนภายในปี 2050 กำลังสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อภาคเกษตรกรรมในการเพิ่มการผลิตพืชผลและเพิ่มผลผลิตสูงสุด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารที่กำลังเกิดขึ้น จึงมีแนวทางที่เป็นไปได้ 2 ประการเกิดขึ้น ได้แก่ การขยายการใช้ที่ดินและการนำการทำฟาร์มขนาดใหญ่มาใช้ หรือการเปิดรับแนวปฏิบัติที่เป็นนวัตกรรมใหม่และใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตในพื้นที่เกษตรกรรมที่มีอยู่ จนทำให้เกิดแนวคิดนำ Ai มาช่วยในการทำฟาร์มหรือภาคการเกษตร

ประโยชน์ของ AI ในด้านการเกษตร

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกได้เห็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีการเกษตร ด้วยการนำ AI มาช่วยแก้ปัญหาความท้าทายมากมาย และช่วยลดข้อเสียหลายประการของการทำฟาร์มแบบดั้งเดิม การทำฟาร์มสมัยใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพดีที่สุด จะต้องมีข้อมูลในการนำมาวิเคราะห์ที่แม่นยำ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราก็สามารถได้รับจากการทำงานของ Ai ซึ่งนอกจากจะช่วยจัดเก็บข้อมูลแล้ว 

ก็ยังสามารถให้การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ด้วย เกษตรกรสามารถรวบรวมและประมวลผลข้อมูลได้มากขึ้นโดยใช้เวลาน้อยลงด้วย AI นอกจากนี้ AI ยังสามารถวิเคราะห์ความต้องการของตลาด คาดการณ์ราคา ตลอดจนกำหนดเวลาที่เหมาะสมสำหรับการหว่านและเก็บเกี่ยวได้ 

ปัญญาประดิษฐ์ในการเกษตร สามารถช่วยสำรวจสุขภาพของดินเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึก ติดตามสภาพอากาศ และแนะนำการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ซอฟต์แวร์การจัดการฟาร์มช่วยเพิ่มการผลิตควบคู่ไปกับความสามารถในการทำกำไร ช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นในทุกขั้นตอนของกระบวนการเพาะปลูกพืช  

ประหยัดต้นทุน 

การปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตรให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอยู่เสมอ เป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการทำการเกษตร และเมื่อนำมารวมกับ AI แล้ว ก็จะสามารถช่วยทำให้เกษตรกรปลูกพืชผลได้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง AI ในการทำฟาร์มผสมผสานแนวทางปฏิบัติในการจัดการดินที่ดีที่สุด เพื่อเพิ่มผลผลิตสูงสุดในขณะที่ลดการใช้จ่ายให้เหลือน้อยที่สุด

การประยุกต์ใช้ AI ในการเกษตร ช่วยทำให้เกษตรกรได้รับข้อมูลเชิงลึกด้านพืชผลแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถระบุพื้นที่ที่ต้องการน้ำมากขึ้น เช็กได้เลยว่าพื้นที่ไหนต้องปุ๋ยมากขึ้น หรือพืชผักโซนไหนกำลังอ่อนแอและต้องการยาฆ่าแมลง ระบบอัจฉริยะสามารถช่วยในการวิเคราะห์ปัจจัยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ได้ทั้งหมด ทำให้เกิดผลผลิตที่ดีที่สุด

และในขณะเดียวกันก็ช่วยในการประหยัดปุ๋ย เช่น ในบางพื้นที่ที่ยังไม่ต้องการก็ไม่ต้องไปโรยเพิ่ม หรือพืชผลบางจุดยังไม่ได้เจอศัตรูพืชคุกคามก็ไม่ต้องไปพ่นยา ทำให้ช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน และในขณะเดียวกันก็ได้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด 

Related Post